คำอธิบายของพรรณไม้

 พรรณไม้ : มะม่วงป่า

   ชื่อสามัญ

Mango tree

   ชื่อวิทยาศาสตร์

Mangifera caloneura Kurz

   ชื่อวงศ์

ANACARDIACEAE

   ชื่ออื่น ๆ

มะม่วงกะล่อน (ภาคกลาง) มะม่วงเทียน (ประจวบคีรีขันธ์) มะม่วงขี้ใต้ (ภาคใต้) มะม่วงเทพรส (ราชบุรี)

   ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 20 – 25 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มสูงถึงแผ่กว้าง ต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องเปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา แตกแบบสี่เหลี่ยม เปลือกในสีเหลืองปล่อยทิ้งไว้จะเป็นสีน้ำตาลดำ
ใบ ใบเดี่ยว เรียงแบบสลับหรือเวียนสลับ ใบรูปหอกขอบขนาน โคนมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม กว้าง 3.5 – 8 เซนติเมตร ยาว 4.5 – 22 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง ใบอ่อนสีม่วงแดง
ดอก ช่อแยกแขนง ตั้งขึ้นคล้ายช่อฉัตร ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็ก มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ 5 กลีบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกไม่มีสมบูรณ์เพศ (เกสรฝ่อ) เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 5 อัน ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
ผล ผลมีเนื้อเมล็ดเดียวแข็ง สีขาวหรือเหลือง มีลักษณะแบน ผลดิบมีสีเขียว เมื่อผลแก่มีสีเหลือง

   ถิ่นกำเนิด

แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ในพม่า จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา รวมถึงประเทศไทย

   การขยายพันธ์

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

   การนำไปใช้ประโยชน์

1. เนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็งวงนอกมีสีเหลืองอมน้ำตาลเล็กน้อย วงในสุดมีสีด่างน้ำตาลอมดำ ใช้ทำโครงสร้างส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เช่น ฝาบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ 2. เนื้อไม้ท่อนใหญ่ใช้เผาถ่าน หรือผ่าเป็นฝืน ส่วนกิ่งใช้เป็นฝืนหุงหาอาหาร 3. เปลือกด้านในใช้ต้มเป็นสีย้อมผ้า 4. ใบอ่อนมีรสเปรี้ยวอมเฝื่อนเล็กน้อย รับประทานเป็นผักสดได้ 5. ผลดิบและผลสุก สามารถนำมารับประทานได้

   สรรพคุณ

1. ผลมะม่วงป่า มีวิตามินซีสูง ต้านโรคมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยเสริมภูมิต้านทาน 2. เปลือกลำต้น ใช้ต้มดื่ม แก้อาการท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ


แผนที่แสดงพิกัดของมะม่วงป่าภายในมหาวิทยาลัยจำนวน 2 ต้น